(18 พ.ย.58) นายภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) ได้เปิดเผยข้อมูลจากรายงาน Universal Basic Skills What Countries Stand To Gain ซึ่งได้วิเคราะห์และจัดลำดับการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ใน 76 ประเทศทั่วโลกพบว่า 20 ประเทศที่จัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้ดีที่สุดได้แก่
1. ประเทศสิงคโปร์
2. ฮ่องกง
3. เกาหลี
4. ญี่ปุ่น
5. ไต้หวัน
6. ฟินแลนด์
7. เอสโตเนีย
8. สวิตเซอร์แลนด์
9. เนเธอร์แลนด์
10. แคนาดา
11. โปแลนด์
12. เวียดนาม
13. เยอรมนี
14. ออสเตรเลีย
15.ไอร์แลนด์
16. เบลเยียม
17. นิวซีแลนด์
18.สโลวีเนีย
19. ออสเตรีย
และ20. อังกฤษ
โดยที่น่าจับตามองคือประเทศเวียดนาม ที่อยู่ในอันดับที่ 12 ขณะที่ประเทศไทย ตกไปอยู่อันดับที่ 47 ดีกว่าประเทศมาเลเซียอยู่ไม่มากนักและเชื่อว่า อีกไม่นาน ประเทศมาเลเซียจะพัฒนาการศึกษาขึ้นมาได้เทียบเท่ากับประเทศไทย เพราะขณะนี้ประเทศมาเลเซียอยู่ระหว่างเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ
นายภาวิช กล่าวต่อว่าผลการจัดอันดับดังกล่าวเป็นการนำข้อมูลการทดสอบทั้ง โครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) และการสอบภายในประเทศ อาทิ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต มาวิเคราะห์ และนำมาจัดอันดับ ทั้งนี้ผลที่ออกมาไม่เป็นที่น่าแปลกใจนัก เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดอันดับการจัดการศึกษาในระดับนานาชาติของหน่วยงานอื่น ก็พบว่าไทยอยู่ในอันดับรั้งท้ายเท่ากับว่าการพัฒนาของเราหยุดนิ่งขณะที่ประเทศอื่น ๆ กำลังเดินไปข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น ทางเศรษฐกิจ ทั่วโลกจะมองข้ามประเทศไทย โดยปัจจุบันจะเห็นได้ว่าภาคอุตสาหกรรมหลักหลายประเภทที่เคยมีฐานการผลิตในประเทศไทย เริ่มย้ายฐานการผลิตไปในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหันกลับมาเร่งพัฒนาการจัดการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะนโยบายการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ไม่ว่ารัฐบาลจะบอกว่า ประชาชนเห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว แต่ถ้าไปสอบครูในพื้นที่ จะพบว่าส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อม เพราะยังเน้นจัดการเรียนการสอนตามเนื้อหาวิชาเป็นหลัก “โดยหลักการแล้ว เราเห็นด้วยว่า เด็กไทยทุกวันนี้เรียนมากเกินไป แต่การลดเวลาเรียนต้องทำอย่างเป็นระบบ แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะหลักสูตรปัจจุบันจัดการเรียนการสอนโดยเน้นเนื้อหาสาระเป็นหลัก ดังนั้นการปรับลำดับแรกจึงควรสร้างหลักสูตรใหม่ ที่ลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหา และจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาที่เรียน โดยบางวิชาที่เคยเรียนในห้องเรียน ก็สามารถนำมาจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนได้ อาทิ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น โดยที่ผ่านมาผมได้จัดทำหลักสูตรใหม่ ที่ลดเวลาเรียนลงเหลือ 660 ชั่วโมงต่อปี รวมถึงมีตัวอย่างกิจกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาเรียน เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อนำมาปรับใช้แล้ว แต่คิดว่า ขณะนี้สพฐ.เองคงยังไม่กล้านำหลักสูตรที่ผมเสนอไปมาดำเนินการ” นายภาวิช กล่าว | |
MatichonOnline |
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559
สิงค์โปร์ซิวมัธยมปลายเลิศที่สุดในโลก เวียดนามแซงโค้ง ไทยหล่นอยู่ที่ 47
6 เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน
ใกล้สอบแล้วอีกราวๆ 1-2 เดือนก็จะสอบแล้วมาดูวิธีเตรียมตัวเพื่อสอบกัน
.
เทคนิค 6 ข้อ ที่ควรทำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน ซึ่งอาจจะมีข้อสำคัญสำหรับคุณ คือ การเลิก Chat ไปสักระยะ.. มาดูกัน ว่ามีเทคนิคอะไรน่าสนใจบ้าง
1.ต้องเลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกสร้างบรรยากาศที่ไม่ใช่การเตรียมสอบ เลิก chat ตอนดึกๆ เลิกเม้าท์โทรศัพท์นานๆ ตัดทุกอย่างออกไป ปลีกวิเวกได้เลย ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อย่าคิดเลยว่าจะสอบติด ฝันไปเถอะ
2.ตัดสินใจให้เด็ดขาด ว่าต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต จะกำหนดชีวิตตัวเอง จะกำหนดอนาคตตัวเอง เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง ใช่หรือไม่
3.ถ้าทำ 2 ข้อไม่ได้ อย่าทำข้อนี้ เพราะข้อนี้คือ ให้เขียนอนาคตตัวเองไว้เลยว่า จะเรียนต่อคณะอะไร จบแล้วจะเป็นอะไร เช่น จะเรียนพยาบาล ก็เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้อง มองเห็นตลอดเลยว่า “เราจะเป็นพยาบาล” จะเรียนแพทย์ก็ต้องเขียนไว้เลยว่า “ปีหน้าจะไปเหยียบแผ่นดินแพทย์ศิริราช-จุฬา” อะไรทำนองนี้ เพื่อสร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
4.เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ บอกกับเค้าว่าช่วยเป็นกำลังใจให้เราหน่อย ช่วยเหลือเราหน่อย หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม
5.เริ่มลงมืออ่าน หนังสือ เริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัดก่อน ทำข้อสอบไปด้วย ทำแบบฝึกหัดจากง่ายไปยาก ค่อยๆ ทำ ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ดูรูปอนาคตของตัวเอง ต้องลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง แล้วจะทำได้ไง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส อ่านทุกครั้งที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ห้ามนอนอ่าน ห้ามกินขนม ห้ามฟังเพลง ห้ามดูทีวี ห้ามดูละคร ดูหนัง อ่านอย่างเดียว ทำอย่างจริงจัง
6.ข้อนี้สำคัญมาก หากท้อให้มองภาพอนาคตของตัวเองไว้เสมอ ย้ำกับตัวเองว่า “เราต้องกำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่มีใคร กำหนดให้เรา เราต้องทำได้ เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” ให้กำลังใจกับตัวเองอยู่เสมอ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน หากท้อ ขอให้นึกว่า อย่างน้อยก็มีผู้เขียนบทความนี้เป็นกำลังใจให้น้องๆ เสมอ นึกถึงภาพวันที่เรารับปริญญา วันที่เราและครอบครัวจะมีความสุข วันที่คุณพ่อคุณแม่จะดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่านบ้าง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ เสียที
1.ต้องเลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกสร้างบรรยากาศที่ไม่ใช่การเตรียมสอบ เลิก chat ตอนดึกๆ เลิกเม้าท์โทรศัพท์นานๆ ตัดทุกอย่างออกไป ปลีกวิเวกได้เลย ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อย่าคิดเลยว่าจะสอบติด ฝันไปเถอะ
2.ตัดสินใจให้เด็ดขาด ว่าต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต จะกำหนดชีวิตตัวเอง จะกำหนดอนาคตตัวเอง เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง ใช่หรือไม่
3.ถ้าทำ 2 ข้อไม่ได้ อย่าทำข้อนี้ เพราะข้อนี้คือ ให้เขียนอนาคตตัวเองไว้เลยว่า จะเรียนต่อคณะอะไร จบแล้วจะเป็นอะไร เช่น จะเรียนพยาบาล ก็เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้อง มองเห็นตลอดเลยว่า “เราจะเป็นพยาบาล” จะเรียนแพทย์ก็ต้องเขียนไว้เลยว่า “ปีหน้าจะไปเหยียบแผ่นดินแพทย์ศิริราช-จุฬา” อะไรทำนองนี้ เพื่อสร้างเป้าหมายให้ชัดเจน

4.เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ บอกกับเค้าว่าช่วยเป็นกำลังใจให้เราหน่อย ช่วยเหลือเราหน่อย หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม
5.เริ่มลงมืออ่าน หนังสือ เริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัดก่อน ทำข้อสอบไปด้วย ทำแบบฝึกหัดจากง่ายไปยาก ค่อยๆ ทำ ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ดูรูปอนาคตของตัวเอง ต้องลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง แล้วจะทำได้ไง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส อ่านทุกครั้งที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ห้ามนอนอ่าน ห้ามกินขนม ห้ามฟังเพลง ห้ามดูทีวี ห้ามดูละคร ดูหนัง อ่านอย่างเดียว ทำอย่างจริงจัง
6.ข้อนี้สำคัญมาก หากท้อให้มองภาพอนาคตของตัวเองไว้เสมอ ย้ำกับตัวเองว่า “เราต้องกำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่มีใคร กำหนดให้เรา เราต้องทำได้ เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” ให้กำลังใจกับตัวเองอยู่เสมอ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน หากท้อ ขอให้นึกว่า อย่างน้อยก็มีผู้เขียนบทความนี้เป็นกำลังใจให้น้องๆ เสมอ นึกถึงภาพวันที่เรารับปริญญา วันที่เราและครอบครัวจะมีความสุข วันที่คุณพ่อคุณแม่จะดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่านบ้าง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ เสียที
จาก https://blog.eduzones.com/rangsit/91157
เด็กๆบัยตุลกับการท่องกุรอานก่อนเลิกเรียน
ก่อนกลับบ้านทุกเย็นๆเด็กๆจะท่องอาขยานและดูอาร์ กุรอานเพื่อใช้ในการละหมาดต่อๆไป
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559
10 เหตุผลทำไม?เด็กหลังห้อง มักได้ดีหลังจบการศึกษา
1.เด็กหลังห้อง - มักจะตั้งคำถาม ที่สวนทางกับการศึกษา
เพราะเขาเชื่อว่า
มีหลากหลายวิธี ที่จะได้มาซึ่งความรู้
และการเรียนรู้นอกกรอบ
มักจะทำให้เขาเรียนรู้ในมุมที่แตกต่าง
---
2.เด็กหลังห้อง - จะไม่ยอมทำตามอะไรง่ายๆ
เพราะเขามักจะมีคำถามว่า
“ทำไม” “ทำไม” “ทำไม” อย่างไม่สิ้นสุด
จนกระทั่ง เขาจะได้คำตอบของคำถามจนพอใจ
---
3.เด็กหลังห้อง - จะไม่ชื่นชมใครออกหน้า ออกตา
แค่เขาตระหนักว่า โลกทุกวันนี้
เขาทำงานก็เพื่อตัวเขาเอง และทุกคนก็จะรับรู้ได้
---
4.เด็กหลังห้อง - จะรู้ดีว่ามีเรื่องสำคัญให้เขาครุ่นคิด
มากกว่าผลการเรียน เกรด A,B,C หรือ D
เพราะสุดท้ายแล้ว
การใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริงสำคัญกว่า
---
5.เด็กหลังห้อง - จะรู้ดีว่าหนทางความสำเร็จ
ของแต่ละคนต่างออกกันไป
เขาจะไม่ยอมให้ใคร มาออกแบบความสำเร็จของพวกเขา
เพราะเขากระหาย ที่จะเรียนรู้รสชาติ
และสร้างความสำเร็จด้วยตนเอง
---
6.เด็กหลังห้อง - รู้ว่าทำอย่างไร
ถึงจะดึงศักยภาพของคนอื่นออกมาใช้ได้
ฉะนั้น เขามักจะมีเพื่อนมากมาย
และรู้ว่า เพื่อนแต่ละคนมีจุดแข็งและจุดอ่อนตรงไหน
---
7.เด็กหลังห้อง- ชื่นชอบ ที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
การที่มีคนมาคอยสอน
และคอยบอกว่าต้องทำแบบนี้ ต้องทำแบบนั้น
เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับพวกเขา
เขาชื่นชอบ
การที่ออกไปค้นหาด้วยตนเอง พร้อมกับแรงบันดาลใจ
---
8.เด็กหลังห้อง - ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ
เพราะเขาตั้งมั่น บนพื้นฐานของการเรียนรู้จากความผิดพลาด
ความสำเร็จไม่ได้สวยงามเสมอไป
ดังนั้น เขาจะไม่อายต่อการแสดงออกใดๆ
ที่บางครั้ง อาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะเขา
---
9.เด็กหลังห้อง - จะไม่ยอมเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
เพราะ เวลาและพลังงานเป็นสิ่งมีค่า
เขามักเป็นคนที่พิถีพิถัน กับต้นทุนของเวลา
และบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และใช้มันได้อย่างคุ้มค่า
---
10.เด็กหลังห้อง - ผู้เป็นนักช่างฝัน
ในขณะที่เพื่อนกำลังจดจ่อกับวิชา ที่คุณครูสอน
ในหัวของเขากลับสนใจ สิ่งที่อยู่นอกห้องเรียน
นั่นคือชีวิตจริง
และความท้าทาย ที่จะต้องเจอในชีวิตอีกมากมาย
---
ทั้งหมดนี้ หากลองเอา
Lecture ของเพื่อน ที่อยู่หลังห้องมาดู
คุณจะรู้ได้เลยว่า พวกเขากำลังวาดไอเดีย วางแผนการในหัวเขา
เมื่อเขากลับบ้าน เขาใช้เวลาทำการบ้านเพียงเล็กน้อย
แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ กับกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ
และทำบางสิ่งบางอย่าง เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง
ขอบคุณข้อมูลfrom : https://blog.eduzones.com/moobo/154513
รวมภาพจินตคณิตฯบัยตุลในหาดใหญ่
หลังจากซ้อมซีลัตมานาน.............เด็กๆบัยตุลก็พร้อมลุยจินตคณิตหาดใหญ่
สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือตอนนำไปนั้นก่อนทานข้าวเด็กๆทุกคนขอดูอาร์ก่อน อันนี้อมยิ้ม
ไม่สิ
เด็กๆบัยตุลเราฝึกซีลัต ก่อนเข้าแข่งเลยแอตท่าซีลัตกับลูกคิดถ่ายรูปกัน
นี้เป็นหนแรกที่เราเข้าไปร่วมแข่งขันจินตคณิต เด็กไม่ติดอันดับ 1-6(จาก 3200 คนที่แข่งขัน) ซึ่ง 6 อันดับนั้นได้โล่ห์ แต่การได้ประสบการ์ณให้กลับมาพัฒนาตัวเองก็มีค่ายิ่ง
ปีนี้เก็บประสบการณ์ ปีหน้าไปใหม่
ปีหน้าฟ้าใหม่ไปกัน
ชมรูปเพิ่มเติมได้ที่
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.528994437268266.1073741871.140586532775727&type=3
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



